2006/May/28

เคนโด้ จึงไม่ใช่แค่กีฬาเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่เข้าถึงวิธีการฝึกจิตใจตามปรัชญาความเชื่อทางศาสนา แม้ในปัจจุบันสังคมญี่ปุ่นจะล้ำหน้าทางเทคโนโลยีสักเพียงใด แต่เคนโดก็ยังเป็นกีฬาที่สอนในโรงเรียนระดับประถม มัธยม อุดมศึกษา และเป็นวิชาบังคับของโรงเรียนนายตำรวจของญี่ปุ่น รวมถึงแพร่หลายในประเทศต่างๆ ทั้งเอเชีย และยุโรป หลายคนคงจำภาพยนตร์เรื่อง The last samurai ของพระเอกหนุ่ม(ตลอดกาล) ทอม ครูซ ที่นำเสนอเรื่องราวของซามูไรรุ่นสุดท้ายของญี่ปุ่น ก่อนการเปิดประเทศในสมัยเมอิจิ ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศนมเนยแบบตะวันตกแล้ว ยังได้ชมกลิ่นอายของแดนปลาดิบในช่วงสำคัญของชาติผ่านศิลปะการต่อสู้โบราณจากเรื่องนี้ ทำให้ย้อนนึกถึง 'มูซาชิ' การ์ตูนสัญชาติญี่ปุ่นเมื่อสิบปีที่แล้ว

เด็กๆ หลายคนใฝ่ฝันอยากฝึกเคนโด แต่ไม่รู้ว่ามีที่ไหนเปิดสอนบ้าง ชมรมกีฬาเคนโดแห่งประเทศไทย อาจไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ทั้งที่เปิดสอนเคนโดให้แก่ผู้สนใจมาเกือบ 15 ปีแล้ว โดยมีสถานที่สอนทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล การสอนเคนโดของชมรม เน้นที่การฝึกซ้อมของผู้เล่นเป็นหลัก และปัจจุบันมีคนไทยที่ฝึกเคนโดจนถึงขั้นเป็นแชมป์ของเอเชีย
"สิบกว่าปีที่ผ่านมา เคนโดในเมืองไทยไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ถือเป็นข้อดีที่ยังไม่เป็นกีฬาเชิงการค้าทำให้เราไม่ถูกแทรกแซง แต่เรื่องทุนทรัพย์ เราต้องรับผิดชอบเองทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทางไปแข่งขัน และค่าอะไรต่ออะไร แม้เรายังไม่ได้จัดตั้งเป็นสมาคม แต่เราก็เป็นสมาชิกของสหพันธ์เคนโดสากล ส่งนักกีฬาไทยลงแข่งจนได้รับรางวัล เมื่อปีที่แล้วเราก็เพิ่งไปแข่ง World Kendo Champianships ที่กลาสโกลว์ สกอตแลนด์ และ Asean Kendo Tournament ครั้งที่ 7 ที่ฮ่องกง" วิทยา ปานศรีงาม ประธานชมรมกีฬาเคนโดแห่งประเทศไทย กล่าว

คนที่มาเรียนเคนโดเริ่มแรกมักจะอยากลอง แต่พอเรียนไปสักระยะ มักหลงเสน่ห์จนถอนตัวไม่ขึ้น วิทยา บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารอยากลองเล่น บ้างก็อยากพาลูกหลานมาเรียน ช่วง 3 เดือนแรกถือเป็นขั้นเริ่มต้น จากนั้นถือเป็นการฝึกฝน ต้องใช้เวลาตลอดชีวิตเพื่อเรียนรู้เคนโด
สิ่งสำคัญของการเล่น ก็คือ สมาธิ และความตั้งใจ ส่วนอุปกรณ์ประกอบ มี ดาบ ทำจากไม้ไผ่(ผ่าซีก) ประกอบกัน 4 ส่วน ถ้าซีกไหนหักก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ มีทั้งที่ผลิตจากญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งราคาถูกกว่า ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เครื่องป้องกันเป็นชุด ฮากาม่า (เสื้อและกางเกง) ราคาประมาณ 2000 บาท ซึ่งเป็นผ้าดิบกรุภายในด้วยหนังกวางที่เหนียว ป้องกันของมีคมและการกระแทก คล้ายชุดซามูไรโบราณ
เครื่องป้องกันอื่นๆ เรียกรวมว่า โบกุ ประกอบด้วย เม็ง เกราะป้องกันส่วนหัว โด เกราะป้องกันส่วนท้อง อดีตทำจากไม้ไผ่สานลงรักซึ่งแข็งแกร่งมาก ปัจจุบันทำจากไฟเบอร์ซึ่งมีราคาถูกกว่า โคเทะ ถุงมือป้องกันข้อมือกรุด้วยหนังกวางเช่นเดียวกัน และทาเระ ส่วนที่สวมป้องกันสะโพก
ปัจจุบันผู้เล่นเคนโดในเมืองไทย มีทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นที่ทำงานในเมืองไทย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาฝึกซ้อมตามแต่สะดวก เพราะสถานที่ซ้อมมีหลายแห่ง ทั้งที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนนานาชาติไอเอสบี ม.เกษตรฯ ม.รามคำแหง ม.มหานคร อาคารยูบีซี รวมถึงในเชียงใหม่และภูเก็ต

การฝึกเคนโดต้องมีสติที่มั่นคง คิดเสมอว่า ถ้าดาบที่ใช้เป็นของจริงนั่นหมายถึงชีวิต ถ้าเป็นกีฬาอื่นจะไม่เห็นอาจารย์อายุ 50-60 ปีมาประชันฝีมือกับลูกศิษย์ในเวทีแข่งขัน อย่าง Asian Riginal Tournament ซึ่งจะแข่งกันในเดือนกุมภาพันธ์นี้ที่ฮ่องกง นักเคนโดจะได้เห็นพวกอาจารย์แสดงฝีมือ สามารถทำให้ลูกศิษย์อ่อนล้าถึงขั้นอาเจียนก็มีเหมือนกัน ถือว่าเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
"คนที่เล่นเคนโด เมื่อโดนตีจะรู้สึกว่าพอใจและให้เกียรติกันระหว่างผู้เล่นทั้งสองฝ่าย จะรู้เองว่าตนพลาดหรือได้เปรียบอย่างไรเป็นบทเรียน เพื่อให้พัฒนาทักษะฝีมือ"
ด้าน มาซาโตะ เอ็นโดะนักเคนโดดั้ง 6 หนุ่มใหญ่จากแดนอาทิตย์อุทัยวัย 43 ปี คุยว่า เคนโดเป็นศิลปะการต่อสู้ที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต(way of life) ของคนญี่ปุ่นมานาน เขาเรียนเคนโดมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ มีโอกาสเรียนเพราะบ้านอยู่ใกล้สถานีตำรวจ ซึ่งเกือบทุกแห่งมีการฝึกเคนโด จึงมีโอกาสฝึกปรือฝีมือมาเรื่อย
"พอมาอยู่เมืองไทย 2 ปี ก็ยังได้เล่นเคนโด เมื่อเดือนที่แล้วผมสอบได้ดั้ง 6 อายุ 43 ไม่ถือว่าแก่เกินไปนะที่ญี่ปุ่นมีคนที่แก่กว่าผม ยังเล่นเคนโดอีกเยอะ บางคนอายุ 80 กว่าก็ยังเล่น อย่างผมก็เคยบาดเจ็บจากการเล่นเคนโด ทำให้เอ็นร้อยหวายที่เท้าซ้ายฉีก กว่าจะกลับมาเล่นได้ ต้องใช้เวลาและระวังตัวเองเพิ่มขึ้น"

นอกจากนี้ยังย้ำว่า อายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเล่น สิ่งที่โดดเด่นของเคนโดก็คือ แต่ละช่วงวัยจะมีความสุขในการเล่นเคนโดต่างกัน คนที่เล่นเคนโดสมัยใหม่อาจมองว่าเป็นการเล่นเพื่อสุขภาพ แต่หลังจากได้เข้ามาคลุกคลี ก็จะรู้ถึงจุดประสงค์หลักในการเล่นเคนโด
เคนโดต้องอาศัยสมาธิในการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นหนึ่งเดียวกับดาบ เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ และที่สำคัญ ก็คือ ทำให้เรามีเพื่อน
ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสัญชาติไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาแล้ว นอกจากให้ความแข็งแกร่งต่อร่างกายยังเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจของผู้ฝึกฝนได้เป็นอย่างดี 'รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือหัวใจของนักกีฬาที่ดี' สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในกีฬาทุกประเภท
เคนโดก็เป็นอีกทางเลือกของผู้ที่สนใจ อาจเป็นความท้าทายของมนุษย์ในยุคนี้

Uniform ชุดเคนโด้จะประกอบด้วยเสื้อและกางเกงเรียกว่า "ฮากาม่า" ราคาประมาณ 2000 บาท

เทคนิคการเล่น

Waza [Techniques]

ปกตินิยมแบ่งเป็น Shikake Waza(เทคนิครุก) และ Oji Waza(เทคนิครับ)
ส่วน Kihon Waza โดยปกติมักถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ Basic มากกว่า
อาจจะมีมากกว่านี้อีกเยอะนะครับ แต่ตอนนี้มีความสามารถหานำมาเผยแพร่ได้เพียงแค่นี้ ซึ่งบางอยากอาจเป็นเทคนิคธรรมดาๆที่ถูกมองข้ามไป ถ้าตรงใหนผิดพลาดก็ช่วยกันชี้แจงแก้ไขให้ด้วยครับ

Debana Waza ชิงจู่โจม
เมื่อ : คู่ต่อสู้ตัดสินใจที่จะลงมือจู่โจม และกำลังจะเริ่มเคลื่อนที่

Hikibana Waza

Harai Waza
"กวาด" ดาบคู่ต่อสู้ออก > เพื่อให้คู่ต่อสู้เปิดช่องว่าง

Renzoku Waza

--- Nidan Waza
> โจมตีต่อเนื่อง2ครั้ง
> ครั้งแรกเพื่อหลอกล่อ ทำลายกระบวนท่า ขัดจังหวะ หรือ ทำลายสมาธิคู่ต่อสู้
> เพื่อนำไปสู่การโจมตีครั้งสุดท้าย
> Kote-Men, Kote-Do, Men-Do, Tsuki-Men, Tsuki-Kote
--- Sandan Waza
> โจมตีต่อเนื่อง3ครั้ง
> เพื่อการโจมตีครั้งสุดท้าย (เหมือน Nidan Waza)
> Kote-Men-Do
* ทั้ง Nidan และ Sandan ในการโจมตีครั้งสุดท้าย ควรมี Kiai ที่ดัง และ วงสวิง(Fumikomi)ที่ชัดเจน

-- Hiki Waza
> ใช้เมื่อ : ขณะ Tsuba-zeriai (ดูภาพประกอบ)
> ศึกษาท่าทางและการเคลื่อนที่ของคู่ต่อสู้ > เพื่อหาช่องว่าง
> จากนั้นถอยหลังออกจากตำแหน่งปิดด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับยกดาบขึ้นจู่โจม
> *อาจโดนโจมตีสวนได้
> Tip : การหลบแนวข้าง จะช่วยให้ถูกโจมตีสวนได้ยากขึ้น

-- Katsugi Waza
> ยกดาบขึ้นเหนือไหล่ซ้าย ให้คู่ต่อสู้สับสนและเปลี่ยนตำแหน่ง

-- Katate Waza
> โจมตีโดยใช้มือซ้ายข้างเดียว เพื่อเพิ่มระยะในการโจมตี

-- Jodan Waza
> เริ่มโจมตีจากท่าโจดังเพื่อเพิ่มความเร็วในการโจมตี
> *ไม่ต้องเสียเวลาในการยกดาบ
-- Maki Waza
> "หมุน" ดาบรอบดาบคู่ต่อสู้ > เพื่อหาช่องว่าง หรือ ให้คู่ต่อสู้เปลี่ยนหรือเปิดช่องว่าง

Oji Waza [Counter Technique]

-- Nuki Waza
> รอจังหวะที่คู่ต่อสู้โจมตี
> เคลื่อนที่ หลบถอยหลังออกจากระยะดาบ > ขณะที่ดาบจะถึงตัวเรา
> รีบโจมตีกลับทันที
> Tip : พยายามหลบในช่วงวินาทีสุดท้าย(ที่สุด) ที่สามารถหลบได้พ้น

-- Kaeshi Waza
> "รับ" การโจมตีจากด้านหนึ่ง
> จากนั้นใช้พลังจากการโจมตีของคู่ต่อสู้ ในการโจมตีกลับ อีกด้านหนึ่ง
> Tip : ใช้ด้าน "ข้าง" ดาบในการรับการโจมตี

-- Suriage Waza
> "เลื่อน" ดาบขึ้นใส่คู่ต่อสู้ เพื่อสะท้อนการโจมตีออก
> โจมตีกลับทันที
> Tip : จู่โจมเมื่อคู่ต่อสู้เสีย Balance
> * ต่างจาก Harai Waza and Uchiotoshi Waza ตรงที่ ไม่ต้องกวาดดาบคู่ต่อสู้ออก แต่ใช้การหลบออกแทน

-- Uchiotoshi Waza
> จู่โจม "ลง" ไปที่คมดาบของคู่ต่อสู้ ทำให้คู่ต่อสู้โจมตีพลาดเป้า
> *กวาดดาบคู่ต่อสู้ออกเหมือนกับ Harai Waza

2006/May/28

แต่...เมื่อถึงกาลเวลาหนึ่ง ดาบซามูไรก็ต้องถูกสยบด้วยอาวุธอื่นอันทรงอานุภาพกว่าในปี ค.ศ.1551 หนุ่มนักสู้วัย 20 ปี นาม โอดะ โนบูนางะ ขึ้นเป็นไดเมียว ครองนครเล็กๆ โอวาริ ใกล้กับเมืองนาโงยาในปัจจุบัน เขาได้สร้างวีรกรรม ที่ทำให้ญี่ปุ่นทั้งประเทศตื่นตะลึง นั่นคือสามารถใช้ นักรบเพียง 3,000 คน ยืนหยัดต่อสู้ และพิชิตกองทัพขนาด 25,000 คน ของ อิมะงาวะ ซึ่งเป็นไดเมียว นครใหญ่ โดยอิมะงาวะนั้น คิดการใหญ่ ต้องการเป็นโชกุน และยกกำลังออกปราบปราม เมืองใหญ่น้อย แต่โนบูนางะไม่ยอมก้มหัวให้ เขาใช้กลยุทธ์หลอกเอาทัพ ของอิมะงาวะไปติดกับ ในซอกเขาท่ามกลางหมอกหนา แล้วนำนักรบจำนวนน้อย ของตนถล่มข้าศึกจนราบคาบก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1542 ชาวโปรตุเกสได้มาถึงญี่ปุ่นเป็นหนแรกเพื่อค้าขาย พวกเขาได้นำปืนยาวอาวุธชนิดใหม่ ที่ชนญี่ปุ่นไม่เคยเห็นมาด้วย เจ้าครองนครต่างๆชื่นชมมาก เพราะมันมีพลานุภาพเหนือกว่าหน้าไม้และธนูหลายเท่า และโดยที่พี่ยุ่นนั้นถนัดในเรื่องก๊อบปี้ ดังนั้น จึงมีข้อมูลที่พ่อค้าโปรตุเกสคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า เพียงชั่วหกเดือนนับจากที่ได้ลูบคลำปืนเป็นครั้งแรก เหล่าช่างญี่ปุ่นก็สามารถผลิตปืนขึ้นเองได้ถึง 600 กระบอกปืนนั้นเป็นอาวุธระยะไกล สามารถสังหารข้าศึกได้แบบไม่ทันได้รู้ตัว ในอมตะวรรณกรรม "ผู้ชนะสิบทิศ" ของ "ยาขอบ" เมื่อ บุเรงนอง จอมทัพพม่า ได้เห็นอานุภาพของปืนเป็นครั้งแรก ก็ยังทรงรำพึงอย่างรันทดพระทัยว่า ต่อแต่นี้ไปคงจะไม่ได้เห็นภาพการต่อสู้ด้วยดาบ หรือทวนอย่างห้าวหาญสมกับเป็นนักรบอีกแล้วครับ

แม้นักรบซามูไรหลายคนจะเหยียดหยามนักรบถือปืนว่าขี้ขลาดตาขาว แต่โนบูนางะเป็นขุนศึกประเภทคิดใหม่-ทำใหม่ เขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่า ยุคแห่งอาวุธทันสมัยได้มาถึงแล้ว และหากเขาต้องการรวบรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว เขาจำเป็นต้องใช้ปืนนอกจากปืนแล้ว โนบูนางะยังมียอดขุนพลคู่ใจซ้าย-ขวา คือ โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ กับ โตกูงาวะ อิเอยาสุ (สองคนนี้ต่อมาโด่งดังสุดๆทั้งคู่) ทำให้โนบูนางะ สามารถแผ่ขยายอำนาจ กว้างขวางออกไปได้อย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็พบอุปสรรคสำคัญ ซึ่งมิใช่ กองทัพของไดเมียวใดหากทว่าเป็นสมณะนักรบแห่งพุทธศาสนา!ในปี 1571 โนบูนางะ ยกกำลังทัพ 30,000 คน ไปล้อมวัดซากาโมโตบนเขาฮิเออิทางเหนือของเกียวโต วัดนี้เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดทั้งของผู้นับถือพุทธและชินโต แต่พระภิกษุในวัดปฏิเสธไม่ยอมอ่อนน้อม และอพยพชาวบ้านลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย เข้ามาหลบไว้ภายในวัดเหตุการณ์ต่อจากนี้ บาทหลวง หลุยส์ ฟรังส์ มิชชันนารีเยซูอิต ได้บันทึกไว้ว่า"เมื่อรู้ว่าชาวบ้านทั้งหมดได้ไปปักหลักอยู่ในวัด โนบูนางะก็สั่งการทันที ให้เอาปืนระดมยิง ใช้ไฟเผา และบุกเข้าไปใช้ดาบสังหารทุกคนภายในวัด ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กเล็ก"และหลังจากนี้ โนบูนางะก็ได้นำกลยุทธ์การรบแผนใหม่มาใช้ โดยดาบซามูไรไม่มีทางเทียบได้เลยในการรบแบบเดิมๆของซามูไร พวกเขาจะควบม้าดาหน้าเข้ามาพร้อมกับกวัดไกวดาบในมือ ประจัญบานหํ้าหั่นกันแบบถึงเนื้อถึงตัว แต่เมื่อพบกับกลยุทธ์ใหม่ของโนบูนางะ พวกเขาไม่มีโอกาสหรอกครับ โนบูนางะ จัดวางพลปืนจำนวน 3,000 คนของเขา รับมือทหารม้าซามูไร โดยตั้งแนวเป็นชั้นๆ และไม่ยิงพร้อมกันทีเดียวหมดทุกคน เมื่อแถวหน้ายิงออกไป แล้วก็จะบรรจุกระสุน ระหว่างนั้นแถวที่ 2 และ 3 ก็ยิงออกไปทีละแถวตามลำดับ ยิงออกไป 3-4 ชุด ทัพม้าซามูไรก็ไม่เหลือ

เมื่อเห็นเช่นนั้น วัดอื่นๆก็เริ่มตระหนักถึง ความสำคัญของปืน และตั้งต้นสร้าง โรงงานผลิตปืนเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะเมืองอิสระ ซากาอิ ถึงกับเป็นแหล่งอุตสาหกรรมค้าขายปืน ให้กับผู้ซื้อทุกรายไม่มีเกี่ยง ในปี 1575 นั้น ถึงกับกล่าวกันว่า ทัพของโนบูนางะทันสมัย ยิ่งกว่าทัพขนาดเล็ก ของยุโรปเสียอีกถัดไปคือวัด ฮอนงันจิ ในโอซากา ซึ่งเป็นวัดใหญ่ มีสานุศิษย์ที่รํ่ารวยมากมาย มีขุมกำลังซามูไรที่สามารถ ซึ่งก็คือภิกษุสมณะของวัดนั่นเอง บรรดาหลวงพ่อและหลวงพี่แห่งวัดนี้ ใช้เวลานอกเหนือการปฏิบัติธรรม มาฝึกฝนการใช้ดาบและธนูอย่างชํ่าชอง จนต่อต้านกองทัพปืนยาวของโนบูนางะได้นานถึง 11 ปี! โนบูนางะจึงเปลี่ยนไปใช้การบุกทางทะเล โดยใช้ปืนใหญ่ขนาดเล็ก ระดมยิงจากเรือเหล็ก ซึ่งยุทธวิธีนี้ลํ้าหน้าการรบทางเรือของอเมริกาในสงครามกลางเมืองถึง 300 ปีเชียวครับผมดีแต่ว่าพระจักรพรรดิทรงเห็นว่า วัดใหญ่และสำคัญแห่งนี้จะไม่รอดพ้นความพินาศ จึงยื่นพระหัตถ์มาไกล่เกลี่ย โดยให้โนบูนางะครอบครองโอซากาได้ และภิกษุในวัดฮอนงันจิก็ยังปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างอิสระได้เช่นกัน ซึ่งพระท่านก็ยินดีที่ไม่เสียหน้าต้องยอมแพ้ถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมครับ ถ้าจะกล่าวว่า นักดาบซามูไรขนานแท้รุ่นสุดท้าย ที่ยืนหยัดต่อสู้กับอาวุธไฮเทค (ในยุคนั้น) ได้อย่างทรหด ก็คือ สมณะแห่งพุทธศาสนา นั่นเองในที่สุดโนบูนางะก็มีอำนาจสูงสุดในญี่ปุ่น เขามิได้เก่งในเชิงรบอย่างเดียว หากการบริหารก็เยี่ยมยอด เขาบูรณะวังหลวงให้แก่จักรพรรดิ เพิ่มรายได้ประจำปี ให้พระองค์ เพื่อให้สมแก่ พระเกียรติ เขาสนับสนุนโชกุน โยชิอากิ แต่เมื่อโชกุนมีทีท่าไม่น่าไว้ใจ เขาก็เนรเทศไปเสียจากนครหลวง เขาเคยกล่าวกับบาทหลวงฟรังส์ว่า"ไม่ว่าจักรพรรดิหรือโชกุน ข้าก็ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์หมดสิ้นแหละ"

นอกจากนี้ โนบูนางะ ยังเสริมสร้างความแข็งแรง ในด้านเศรษฐกิจ และค้าขายให้กับญี่ปุ่น ด้านการทหาร ก็มีทหารม้าชั้นดีถึง 20,000 นายแต่วาระสุดท้ายของเขา ก็มาถึงอย่างกะทันหันในปี 1582 ขณะที่เขาพักผ่อน อยู่ในที่พำนักในเกียวโต แวดล้อมด้วยทหารในสังกัด ของนายพลอาเคชิ มัตสุฮิเดะ ผู้ซึ่งฝักใฝ่ในองค์จักรพรรดิ และต้องการโค่นล้มโนบูนางะ บาทหลวงฟรังส์ บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า"เหล่าทหารของอาเคชิ กรูผ่านประตูเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการขัดขวาง เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการกบฏ โนบูนางะเพิ่งล้างหน้าล้างตาหลังตื่นนอนเช้าตรู่ ทหารที่ทรยศได้ยิงธนูเสียบสีข้างของเขา โนบูนางะกระชากลูกธนูออก แล้วฉวยดาบโค้งยาวออกมาต่อสู้ แต่อีกเพียงครู่เดียวก็ถูกยิงเข้าที่แขนอีก เขากลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลั่นดาล บางคนกล่าวว่าเขากระทำฮาราคีรี แต่บางคนก็เชื่อว่าเขาจุดไฟเผาห้องและตายในกองเพลิง เรารู้แน่นอนแต่เพียงว่า บุรุษผู้ที่แม้แต่ทารกก็ยังเงียบเสียงเพียงได้ยินชื่อเขา ได้ตายไปในที่นั้นโดยไม่เหลือร่องรอย ใดๆกระทั่งผมสักเส้นเดียว...

"จุดจบของผู้ที่สยบนักรบซามูไรได้อย่างราบคาบ ช่างน่าเศร้าเสียนี่กระไร หรือเป็น ผลกรรมตามสนองจากการที่เขาได้เข่นฆ่าอย่างทารุณ ต่อสมณะนักสู้ในพระพุทธศาสนา... ซามูไรรุ่นสุดท้าย.


edit @ 2006/05/28 16:39:01